<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8872432546867242741</id><updated>2011-11-27T15:54:59.438-08:00</updated><category term='ไข้เลือดออก'/><category term='สุขภาพ'/><category term='เลิกบุหรี่'/><category term='ออกกำลังกาย'/><category term='สุขอนามัย'/><category term='โรคอันตราย'/><category term='โบท็อกซ์'/><category term='สวยด้วยสารพิษ'/><category term='เครื่องดื่มสุขภาพ'/><category term='การพบแพทย์'/><title type='text'>Health Scoop : การดูแลรักษาสุขภาพ</title><subtitle type='html'>บทความเกี่ยวกับ สุขภาพร่างกาย การออกกำลัง การมีสุขภาพที่ดี</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://healthscoops.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Seven</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08126764626775942704</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>11</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8872432546867242741.post-6892036704961755776</id><published>2010-09-29T21:20:00.000-07:00</published><updated>2010-09-29T21:20:59.699-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เครื่องดื่มสุขภาพ'/><title type='text'>"น้ำ" เป็นมากกว่าเครื่องดื่ม</title><content type='html'>ร่างกายของเราประกอบไปด้วยน้ำ ผู้ชายร้อยละ 60 ส่วนผู้หญิงร้อยละ 50 น้ำเป็นส่วนประกอบของเซลล์ต่างๆ ความต้องการน้ำจะแตกต่างกันตามอายุ ขนาดของร่างกาย กิจกรรม และสภาพแวดล้อม เป็นตัวทำละลายและช่วยในการขนส่งสารอาหารและของเสีย ช่วยในการเผาผลาญสารอาหารให้เป็นพลังงาน ช่วยหล่อลื่นข้อต่อต่างๆ และควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาทิ ในขณะออกกำลังกาย ความร้อนบริเวณกล้ามเนื้อจะระบายออกในรูปแบบของเหงื่อ หากออกำลังกายหนักเป็นเวลานาน จะสูญเสียน้ำเป็นจำนวนมาก หาไม่ได้น้ำทดแทนอย่างเพียงพออาจเกิดภาวะขาดน้ำ โดยจะมีอาการ กระหายน้ำ หอบ ปากแห้ง หน้ามืด เวียนศรีษะ ตาลาย และ หากไม่ได้รับการรักษา อาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อเสนอแนะในการป้องกันภาวะขาดน้ำ&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ควรดื่มน้ำตามเวลาที่กำหนด อย่ารอจนกว่ารู้สึกกระหายน้ำ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ควรดื่มน้ำ 400-600 มิลลิลิตร ก่อนออกกำลังกายทุก 2 ชั่วโมง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ควรดื่มน้ำ 150-300 มิลลิลิตร ขณะออกกำลังกายทุก 15-20 นาที&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;นอกจากนั้น การดื่มน้ำก่อนอาหาร หรือระหว่างมื้ออาหาร สามารถช่วยลดพลังงานจากอาหารที่ได้รับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บางท่านอาจเคยทราบว่า น้ำ ช่วยลดน้ำหนักได้ จะเห็นผลก็ต่อเมื่อดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูง การรับประทานอาหารที่มีน้ำเยอะ อย่าง ผัก ผลไม้ ปลา เกาเหลา ซุป ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ด้วยปริมาณเยอะแต่ให้พลังงานต่ำ อีกทั้งยังสามารถลดน้ำหนักได้ดีกว่ารับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำซะอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางด้านสุขภาพ หาร่างกายขาดน้ำ อาจส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วย และร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ถ้าขาดทั้งน้ำ ขาดทั้งสารอาหารนี่ยิ่งแย่ใหญ่ เพราะฉะนั้นเราควรหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพร่างกาย ด้วยการดื่มน้ำและรับประทานอาหารให้เพียงพอ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8872432546867242741-6892036704961755776?l=healthscoops.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthscoops.blogspot.com/feeds/6892036704961755776/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2010/09/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/6892036704961755776'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/6892036704961755776'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2010/09/blog-post.html' title='&quot;น้ำ&quot; เป็นมากกว่าเครื่องดื่ม'/><author><name>Seven</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08126764626775942704</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8872432546867242741.post-3498822372997675891</id><published>2010-02-13T20:08:00.000-08:00</published><updated>2010-02-13T20:15:41.977-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพ'/><title type='text'>กินจุบกินจิบแล้วสิวเห่อ</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/S3d3zYNNIMI/AAAAAAAAADc/w3LVxkYAr8U/s1600-h/seb0046.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/S3d3zYNNIMI/AAAAAAAAADc/w3LVxkYAr8U/s320/seb0046.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;แต่เดิมไม่เชื่อว่าขนมหวาน หรือช็อกโกแลตทำให้ สิวเห่อแต่ในขณะนี้มีงานวิจัยแสดงว่าอาหารที่มีน้ำตาลสูงทำให้มีอินซูลินในเลือดสูงขึ้น ซึ่งภาวะนี้นำไปสู่ การมี &lt;b style="color: #674ea7;"&gt;insulin-like growth factor 1 (IGF—1)&lt;/b&gt; ในเลือดสูงขึ้นพบว่า IGF-1 ทำให้ผิวหนังแบ่งตัวเร็วและหนาตัวขึ้น จึงทำให้เกิดก้อนไขมันอุดตันในรูขุมขนและเกิดสิวตามมา นอกจากนั้น IGF-1 และอินซูลินยังกระตุ้นการผสิตแอนโดรเจน ที่ทราบกันดีว่าเป็นตัวเพิ่มการผลิตไขมัน ปัจจุบันจึงเชื่อว่าการกินขนมหวานที่มีน้ำตาลสูงน่าจะกระตุ้นให้สิวกำเริบได้จริง ส่วนคำถามที่ว่าดื่มนมมากๆ ทำให้สิวเห่อได้ไหมนั้น ก็เป็นที่ถกเถียงกันมานาน ปัจจุบันพบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มนมและการเป็นสิวจริง มีรายงานว่านมมีส่วนเพิ่มระดับของ IGF-1 ดังนั้นบทบาท ของ IGF-1 ในกรณีนี้จึงอาจเกี่ยวข้องกับสิวเช่นเดียวกับในกรณีของอาหารที่ให้น้ำตาลสูง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้นในน้ำนมวัวยังมีฮอร์โมนที่ กระตุ้นให้เกิดสิวอุดตัน เช่น เอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน ซึ่งแอนโดรเจน และสารไอโอดีนในน้ำนมก็ทำให้สิวกำเริบได้ การดื่ม นมและกินผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนยมากๆ จึงอาจกระตุ้นให้สิวเห่อได้ ดังนั้นการกินจุบกินจิบโดยเฉพาะขนมหวาน เค้ก คุกกี้ ช็อกโกแลต ที่มีส่วนผสมของน้ำตาล แป้ง (ย่อยเป็นนํ้าตาลง่าย) นม และผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนย &lt;b&gt;&lt;span style="color: #674ea7;"&gt;ทำให้ลิวเห่อได้จริงครับ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8872432546867242741-3498822372997675891?l=healthscoops.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthscoops.blogspot.com/feeds/3498822372997675891/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2010/02/blog-post.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/3498822372997675891'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/3498822372997675891'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2010/02/blog-post.html' title='กินจุบกินจิบแล้วสิวเห่อ'/><author><name>Seven</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08126764626775942704</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/S3d3zYNNIMI/AAAAAAAAADc/w3LVxkYAr8U/s72-c/seb0046.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8872432546867242741.post-8356900074986342109</id><published>2010-01-21T00:13:00.000-08:00</published><updated>2010-01-21T00:15:45.188-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไข้เลือดออก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคอันตราย'/><title type='text'>ยุงลายพาหะโรคไข้เลือดออก  และโรคชิคุนกุนยา</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/S1gNI-_xiUI/AAAAAAAAADU/MbRPl5LVgec/s1600-h/chingunya.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/S1gNI-_xiUI/AAAAAAAAADU/MbRPl5LVgec/s320/chingunya.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ประเทศไทยมักเผชิญกับการระบาด ของโรคไข้เลือดออกเป็นประจำทุกปี ซึ่งข้อสังเกตของโรคไข้เลือดออกคือ ไข้ขึ้นสูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย มีจุดเลือดออกขนาดเล็กหรือเป็นผื่นแดงขึ้นตามตัวทั้งนี้ยังมีโรคอีกชนิดที่กรมวิทยาศาสตร์เตือนให้ประชาชนเฝ้าระวัง เช่นเดียวกับไข้เลือดออก นั่นก็คือโรคชิคุนกุนยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคชิคุนกุนยาเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา ที่มียุงลายเป็นพาหะเช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออก แม้จะมีลักษณะอาการคล้ายกันแต่ก็มีอาการและความรุนแรงต่างกันสำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาจะมีอาการไข้สูงฉับพลัน มีผื่นแดงตามร่างกาย และอาจมีอาการคันร่วมด้วย พบว่าตาแดง แต่ไม่พบจุดเลือดออก ในตาขาว เด็กที่ติดเชื้อจะมีอาการรุนแรงไม่เท่าผู้ใหญ่ ซึ่งจะมีอาการปวดตามข้อมือ ข้อเท้าหรือปวดจนขยับข้อไม่ได้ ซึ่งอาการปวดอาจหายภายใน 1-2 สัปดาห์ ขณะที่บางรายมีอาการปวด อีก 2-3 สัปดาห์ให้หลัง หรืออาจปวดนานเป็นเดือนหรือปี แต่อาการจะไม่รุนแรงถึงขั้นช็อก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้คนที่มีอาการหรือสงลัยว่าจะติดเชื้อจำเป็นต้องได้รับการเจาะเลือดและตรวจวิเคราะห์ผ่านห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันว่าติดเชื้อชนิดใด ซึ่งแพทย์สามารถให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;แต่ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้เลือดออกหรือโรคชิคุนกุนยา เราจำเป็นต้องระวังไม่ให้ยุงลายกัด และทำลายแหล่งเพาะพันธุของยุง เช่น ยางล้อรถยนต์ แจกัน จานรองกระถางต้นไม้ ตุ่มหรือ โอ่งที่ไม่มีฝาปิด รางนํ้าขัง ฯลฯ&lt;/b&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8872432546867242741-8356900074986342109?l=healthscoops.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthscoops.blogspot.com/feeds/8356900074986342109/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2010/01/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/8356900074986342109'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/8356900074986342109'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2010/01/blog-post.html' title='ยุงลายพาหะโรคไข้เลือดออก  และโรคชิคุนกุนยา'/><author><name>Seven</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08126764626775942704</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/S1gNI-_xiUI/AAAAAAAAADU/MbRPl5LVgec/s72-c/chingunya.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8872432546867242741.post-6018026162532198677</id><published>2010-01-16T23:16:00.000-08:00</published><updated>2010-01-16T23:28:49.026-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สวยด้วยสารพิษ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โบท็อกซ์'/><title type='text'>สวยด้วยสารพิษ [Botox]</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/S1K538iZGtI/AAAAAAAAADM/sZlrP2sZ9qA/s1600-h/botox1.JPG" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://1.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/S1K538iZGtI/AAAAAAAAADM/sZlrP2sZ9qA/s320/botox1.JPG" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;เร็วๆ นี้มีดาราท่านหนึ่งออกมาร้องเรียนผ่านหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ถึงประสบการณ์ร้ายเกี่ยวกับการฉีดยาโบท็อกซ์ ที่ทำให้หน้าดูหนุ่มกว่าวัย (แสดงว่าเดี๋ยวนี้ท่านชายก็ไม่แพ้สาวๆ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องใบหน้ามากพอๆ กัน) เหตุการณ์คร่าวๆ คือดาราชายท่านนั้นเห็นว่าเพื่อนมีสิทธิได้รับการฉีดยาด้วยโบท็อกซ์จากสถานพยาบาลแห่งนั้นฟรีๆ แต่ไม่ใช้สิทธิ์ตนจึงอาสาไปใช้สิทธิ์นั้นแทน โดยหวังจะให้รอยย่นที่หน้าผากหายไป แต่เหตุการณ์ไม่เป็นไปดังคาด เพราะภายหลังการฉีดยาไม่เพียงแต่รอยย่นที่หายไปและทำให้หน้าผากตึงขึ้น แต่กลับมีหนังตาช้างหนึ่งกลับหย่อนตกลงมา (ตาตก) ทำให้หนังตามาปิดการมองเห็น ส่งผลกระทบต่ออาชีพของนักแสดงท่านนั้น จึงออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบจากแพทย์ผู้ให้การรักษาและสถานพยาบาลนั้น เรามาทำความเช้าใจกับเรื่องโบท็อกซ์ให้ดีกว่านี้ แล้ววจะทราบว่าการฉีดโบท็อกซ์ที่ถือว่าค่อนข้างปลอดภัยทำไมจึงมีปัญหาเกิดขึ้นได้อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;โบท็อกช์คืออะไร?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"โบท็อกซ์" (Botox) เป็นชื่อการค้าของสารพิษที่เรียกว่า "โบทูลินั่ม ท็อกชิน เอ (Botulinum toxin type A)" ซึ่งเป็นโปรตีนที่สร้างจากแบคทีเรีย ชื่อ คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botu- แทนทา) โดยปกติแล้วโปรตีนนี้ถือเป็นสารพิษร้ายแรงที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ แก่มนุษย์ และนับได้ว่าสารนี้เป็นพิษที่ร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งบนโลกมนุษย์ใบนี้ ซึ่งพบได้จากอาหารกระป๋องที่มีการปนเปื้อนเชื้อนี้ หากร่างกายมนุษย์ได้รับโปรตีนนี้เข้าไป จะทำให้เกิดอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อต่างๆ และเมื่อได้รับในปริมาณมาก จะเกิดภาวะการหายใจล้มเหลวเพราะกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจหมดแรง (เป็นอัมพาต) ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาด้วยการช่วยหายใจ จะเสียชีวิตทุกรายเพราะสารพิษนี้ไม่มียาต้านโดยตรงในทางการแพทย์เมื่อพบว่าโปรตีนนี้มีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ จึงทำการดัดแปลงและลดปริมาณสารพิษนื้ลงโดยการทำให้พิษอ่อนลงมาก เพียงเพื่อหวังผลให้กล้ามเนื้อที่ได้รับสารนี้เข้าไปเกิดอาการอ่อนแรงเฉพาะส่วน (กล้ามเนี้อคลายตัว) ซึ่งในทางเสริมสวยจะนำสารนี้มาฉีดตรงกล้ามเนื้อที่เกิดรอยย่นบริเวณใบหน้าและ ลำคอ เพื่อให้ผิวหนังปราศจากรอยย่นจากกล้ามเนื้อที่อยู่ข้างใต้และกลับมาดูเต่งตึงเหมือนหนุ่มสาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การใช้โบท็อกซ์ในทางการแพทย์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดิมทีนี้นแพทย์มักจะใช้สารพิษชนิดนื้มาทำให้กล้ามเนื้อบางมัดมีการคลายตัวเพื่อใช้รักษาโรค เช่น ในรายที่มีอาการตาเหล่ ตาเข (strabismus, crossed eyes) ทำให้ตาสองข้างไม่สามัคคีกัน เนื่องจากมีกล้ามเนื้อบางมัดทำงานมากกว่าบางมัด แต่ภายหลังการฉีดยานื้มีการสังเกตุว่ายาที่กระจายไปโดนกล้ามเนื้อรอบตาหรือหน้าผากจะทำให้กล้ามเนื้อมัดนั้นคลายตัวและ มีผลทำให้รอยย่นบนผิวหนังหายไปตามการคลายตัวของกล้ามเนื้อนั้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากการรักษาตาเหล่ ตาเขแล้ว ผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้อกระตุกอย่างรุนแรงที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยวิธีการรักษาอื่นก็จะได้รับการฉีดยาตัวนื้เพื่อให้มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อและลดอาการกระตุกลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การใช้โบท็อกซ์ในการเสริมสวย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อนำสารพิษโบท็อกซ์ที่ได้จากการดัดแปลงนื้มาใช้ในปริมาณเพียง เล็กน้อยฉีดเข้ายังส่วนของกล้ามเนื้อเฉพาะที่จะมีผลทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและรอยย่นที่อยู่เหนือกล้ามเนื้อหายไป ทำให้ใบหน้าดูเต่งตึงและอ่อนเยาว์ลง (Face lift) ได้ภายใน 3-4 วันหลังได้รับยา แต่การเห็นผลชัดเจนอาจต้องรอนานถึง 10-14 วัน และจะมีฤทธิ์คงอยู่ได้นาน 4-6 เดือน และหากต้องการให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมก็ต้องกลับมารับการฉีดยาใหม่อีก สิงที่ต้องระวังคือหากกล้ามเนื้อนั้นได้รับยาบ่อยๆ จะทำให้ลีบตัวในระยะยาวได้ ซึ่งหมายความว่า กล้ามเนื้อนั้นเป็นอัมพาตถาวรในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;เขาฉีดยากันที่ส่วนไหน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตำแหน่งเป้าหมายของการฉีดโบท็อกซ์คือตำแหน่งที่ทำให้เกิดรอยย่นที่บอกถึงประสบการณ์ชีวิต โดยตำแหน่งยอดฮิตที่สุดคือ "ตีนกา" รอยย่นบริเวณหางตาสองข้างนั่นเอง ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ได้แก่ หน้าผาก บริเวณระหว่าง หัวคิ้วสองข้าง (ขมวดคิ้ว) รอบดวงตา รอบ ปาก และรอยย่นตามลำคอ ส่วนรอยย่น บริเวณมุมปากนั้นมักไม่นิยมฉีดกันเนื่องจาก อาจเกิดผลข้างเคียงทำให้ไม่สามารถเคี้ยว อาหารได้ตามปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากบริเวณดังกล่าวแล้วใน ปัจจุบันยังมีการฉีดยานี้ในส่วนอื่นของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อใบหน้าบริเวณมุมกราม เพื่อทำให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบลงและทำให้หน้าดูเรียวขึ้น (ซึ่งต้องคำนึงถึงข้อเสียเรื่องการใช้ขากรรไกรในการเคี้ยวอาหาร) หรือ การฉีดยาบริเวณกล้ามเนื้อน่อง เพื่อให้กล้ามเนื้อลีบลงและขาดูเรียวขึ้นกว่าเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ผลอันไม่พึงประสงค์จากการฉีดยา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าการฉีดยาโบท็อกซ์จะทำได้ง่ายรวดเร็ว โดยที่ผู้รับการฉีดไม่จำเป็นต้องนอนในโรงพยาบาลแต่อย่างใด ใช้เวลาเพียงแค่ไม่เกิน 10-15 นาทีทุกอย่าง ก็เรียบร้อย นอกจากอาการเจ็บปวดตรงตำแหน่งที่ฉีดยา หรือการติดเชื้อเนื่องจากการฉีดยาแล้ว ผลไม่เป็นไปตามที่ต้องการก็อาจเกิดขึ้นได้จากการฉีดยาผิดตำแหน่ง หรือการที่ยากระจายไปยังกล้ามเนื้อที่ไม่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อมัดนั้นขึ้นมาได้ ซึ่งในกรณีตัวอย่างที่เกิดกับ ดาราชาย ก็จากเหตุผลข้อนี้ คือแทนที่ยาจะอยู่เฉพาะตรงกล้ามเนื้อหน้าผาก แต่ยากลับไหลหรือกระจายไปโดนกล้ามเนื้อที่มีหน้าที่ในการยกหนังตาขึ้นส่งผลทำให้กล้ามเนื้อนี้เป็นอัมพาตและแสดงออกมาใน รูปแบบที่ไม่สามารถลืมตาข้างดังกล่าวขึ้นได้ (ด้วยเหตุนี้แพทย์มักจะแนะนำมิให้มีการนวดคลึงบริเวณที่ได้รับการฉีดยา หรือแม้แต่การขยี้ตาภายหลังการฉีดยา เพื่อป้องกันมิให้ยาแพร่กระจายไปนอกบริเวณที่ฉีดยา) และแม้แต่การฉีดยาที่ถูกตำแหน่งแต่หากผู้ที่ได้รับการฉีดตอบสนองต่อยามากกว่าปกติ ก็อาจทำให้เกิดผลอันไม่พึงประสงค์ขึ้นได้เช่นกัน นอกเหนือจากการที่ยากระจายไป นอกบริเวณที่แพทย์ต้องการดังกล่าวแล้ว ผลข้างเคียงอย่างอื่นที่อาจพบได้ภายหลังการฉีดยาหลายๆ ครั้ง เช่น คิ้วสองข้างมีลักษณะไม่สมมาตร คือคิ้วสองข้างผิดรูปไปไม่เหมือนกัน เพราะการคงอยู่ของฤทธิ์ยาที่อาจไม่เท่ากัน รวมทั้งการที่กล้ามเนื้อฝ่อตัวลงไม่เท่ากัน เพราะการไม่ได้ใช้งานของกล้ามเนื้อมัดนั้นนานๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การคงอยู่ของโบท็อทช์ในร่างกาย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โบท็อกซ์จะไม่มีการสะสมในร่างกายภายใน 4-6 เดือนยาจะสลาย ตัวและหมดฤทธิ์ไปเองทำให้กล้ามเนื้อกลับมา ทำงานได้ดังเดิมอีก แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าตำแหน่งที่ฉีดนั้นเคยโดนฉีดมาก่อนหน้านี้หรือไม่ เป็นการฉีดในผู้ที่มีอายุมากหรือน้อย และฉีดในปริมาณมากน้อยเพียงใดและในตำแหน่งใด เช่น ในรายที่โดนฉีดมาก่อนหลายครั้ง อาจทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตอยู่นานกว่าคนที่เพิ่งจะได้รับเป็นครั้งแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ข้อห้ามนการไช้โบท็อกซ์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากคำแนะนำขององค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ห้ามการใช้ยานื้ในผู้ที่มีปัญหาโรคทางระบบประสาท โรคทาง กล้ามเนื้อ หรือสตรีที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;อันตรายของโบท็อกช์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผ่านมามีการใช้โบท็อกซ์เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคตาเหล่ ตาเขตั้งแต่ ปี พ.ศ.2532 และมีการใช้เพื่อเสริมความงามตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 และนับตั้งแต่นั้นมากล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมเสริมความงามได้มีการเติบโตเร็วที่สุด ด้วยอิทธิพลของโบท็อกซ์ สำหรับการฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดรอยเหี่ยวย่นนั้นยังไม่เคยมีรายงานผู้ที่ได้รับโบท็อกซ์แล้วเป็นอันตรายถึงชีวิต ยิ่งหากได้รับยาจากผู้ที่เป็นแพทย์ตัวจริง คงเรียกได้ว่ามีความปลอดภัยสูง แต่เมื่อไม่นานมานี้เริ่ม มีการรายงานถึงการแพร่กระจายของโบท็อกซ์เข้าไปยังระบบประสาทส่วน กลาง(สมอง) ซึ่งแต่เดิมไม่มีใครทราบว่ายานี้จะสามารถกระจายจากตำแหน่งที่ ฉีดบริเวณผิวหนัง เข้าไปยังระบบประสาทส่วนกลางได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจากนักวิจัยระบบประสาทที่สถาบันวิจัยแห่งชาติอิตาลี (National research council's institute of Neuroscience, Consiglio Nazionale delle Ricerche) พบว่าการฉีด botulinum เข้าไปที่ผิวหนังที่ใบหน้าของหนูทดลอง พบว่ายาส่วนหนึ่งสามารถกระจายตัวเข้าไปถึงบริเวณ ก้านสมองของหนูทดลองได้ นอกจากนี้สารพิษนี้ยังสามารถคงอยู่ในสมองของหนูทดลองได้นานนับ 6 เดือน และยังสามารถกระจายไปยังส่วนอื่นของสมองได้อีกด้วย และเมื่อนำสมองของหนูทดลองมาตรวจวิเคราะห์ก็พบว่ามีการเสื่อมสลายของโปรตีนในก้านสมองของหนูทดลอง แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังไม่ พบอันตรายในระดับนี้จากการฉีดในคน (ปริมาณการใช้ยาถือว่าตํ่ากว่าระดับที่เป็นพิษอยู่มาก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมาคมแพทย์ความงามในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องการให้มีการยืนยัน ผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้นให้หนักแน่นกว่าที่อธิบายมาและเชื่อว่าผลข้างเคียงของโบท็อกซ์ มักเกิดเนื่องจากการฉีดผิดตำแหน่ง หรือฉีดในปริมาณที่เกินกว่าที่ควรจะได้รับต่อการฉีดหนึ่งครั้ง (หนังตาตกหรือหน้าไร้ความรู้สีก) มากกว่าเกิดจากตัวยาเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงตอนนี้แล้วคุณคงทราบแล้วว่า "&lt;b&gt;สวยด้วยยาพิษ&lt;/b&gt;" คงไม่เกินความเป็นจริง และคงทราบแล้วว่าแม้ว่าจะมีความปลอดภัยแค่ไหนแต่โอกาสเกิดผลข้างเคียงจากการได้รับสารพิษตัวนี้ก็ยังมีอยู่ ตังนั้นก่อนใช้สารตัวนี้จึงควรทำความเข้าใจถึงอันตรายและผลข้างเคียงเหล่านี้ไว้ด้วยเสมอ.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8872432546867242741-6018026162532198677?l=healthscoops.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthscoops.blogspot.com/feeds/6018026162532198677/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2010/01/botox.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/6018026162532198677'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/6018026162532198677'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2010/01/botox.html' title='สวยด้วยสารพิษ [Botox]'/><author><name>Seven</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08126764626775942704</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/S1K538iZGtI/AAAAAAAAADM/sZlrP2sZ9qA/s72-c/botox1.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8872432546867242741.post-1324158798535108298</id><published>2010-01-11T20:11:00.000-08:00</published><updated>2010-01-11T20:22:33.315-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เครื่องดื่มสุขภาพ'/><title type='text'>เครื่องดื่มสุขภาพแนวใหม่ จากอินเดีย</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/S0v3mV3xi8I/AAAAAAAAADE/fZXoYmrlHvs/s1600-h/200902210004.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/S0v3mV3xi8I/AAAAAAAAADE/fZXoYmrlHvs/s320/200902210004.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;ในขณะที่หน่วยงานจากรัฐบาลและกลุ่มผู้รักสุขภาพในประเทศไทยพยายามรณรงค์ให้เด็กและผู้ใหญ่หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม ประเทศเพื่อนบ้านในทวีปเอเชียอย่างอินเดียก็ไม่ยอมนิ่งเฉยกับป้ญหานี้เช่นกัน ถึงขนาดคิดจำหน่ายเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แนวใหม่ตีตลาดแข่งกับบริษัทน้ำอัดลมรายใหญ่ของโลกภายในสิ้นปีนี้ด้วยการชูส่วนผสมที่ไม่มีใครเหมือนนั่นคือ &lt;b&gt;ปัสสาวะวัว!&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นาย &lt;b&gt;Om Prakash&lt;/b&gt; หัวหน้าพิทักษ์วัวของกลุ่มอนุรักษ์ ความเชื่อแบบฮินดู &lt;b style="color: #674ea7;"&gt;Rashtriya Swayamsevak Sangh (RSS)&lt;/b&gt; ที่เป็นต้นความคิดนี้ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ตามความเชื่อ ทางศาสนาฮินดู เราจะบูชาและเคารพวัวมาก ดังนั้นปกติชาวบ้าน ก็จะนำมูลของวัวมาใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เช่น ทำเชื้อเพลิง ยาฆ่าเชื้อ ร่วมถึงปัสสาวะวัวที่นำมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แสดงถึงความสะอาดและบริสุทธิ์ ซึ่งนับตั้งแต่ปี ค.ศ.2001 ทางกลุ่มได้เผยแพร่ให้นำปัสสาวะวัวมาเป็นส่วนหนึ่งในการรักษา โรคตับ โรคอ้วนจนถึงโรคมะเร็ง และปีนี้ทางกลุ่มก็คิดผลิต เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของปัสสาวะวัว เพื่อแย่งชิงตลาดนํ้าอัดลม ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้นาย Om รับประกันว่าเครื่องดื่มนี้ไม่มีกลิ่นเหม็นอย่าง ที่เข้าใจ แต่จะมีรสชาติอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพเนื่องจาก จะเติมยาแผนโบราณและสมุนไพรลงไปด้วย แถมยังมีราคา ถูกกว่านํ้าอัดลมอีกด้วย!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับว่าเป็นสูตรเครื่องดื่มอายุรเวชแนวฟ้งก์ชันที่มีจุดขาย แบบไม่มีใครเหมือนจริงๆ แต่เรื่องรสชาติและประโยชน์ตาม ที่อ้างขอ no comment ค่ะ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้างอิง http://www.timesonline.co.uk/tol/life_and_style/food_and_drink/article5707554. eceThe times&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8872432546867242741-1324158798535108298?l=healthscoops.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthscoops.blogspot.com/feeds/1324158798535108298/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2010/01/om-prakash-rashtriya-swayamsevak-sangh.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/1324158798535108298'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/1324158798535108298'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2010/01/om-prakash-rashtriya-swayamsevak-sangh.html' title='เครื่องดื่มสุขภาพแนวใหม่ จากอินเดีย'/><author><name>Seven</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08126764626775942704</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/S0v3mV3xi8I/AAAAAAAAADE/fZXoYmrlHvs/s72-c/200902210004.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8872432546867242741.post-4123998928744888979</id><published>2009-12-16T21:41:00.001-08:00</published><updated>2009-12-16T21:50:46.130-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การพบแพทย์'/><title type='text'>การเตรียมตัวก่อนพบหมอ</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/SynFd8sFC6I/AAAAAAAAABk/EILG8rxdHI0/s1600-h/53345_35774.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/SynFd8sFC6I/AAAAAAAAABk/EILG8rxdHI0/s320/53345_35774.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;เป็นที่ทราบกันดีว่าอัตราส่วนของแพทย์กับคนเจ็บป่วยในประเทศไทยนั้นไม่สมดุลกันอย่างมาก ทำให้เฉลี่ยแพทย์มีเวลารักษาคนไข้คนละประมาณไม่กี่นาที... เพื่อบริหารเวลาอันจำกัดที่ได้พบหมอให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเรามีวิธีเตรียมพร้อมมากฝากดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;1. บอกอาการให้คุณหมอฟังอย่างละเอียด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;ไม่ใช่การคาดเดาหรือวินิจฉัยอาการตนเองให้คุณหมอฟัง ซึ่งอาจจะทำให้คุณหมอสับสน ส่วนคนที่ปรึกษาคุณหมอเพื่อขอความเห็นที่สอง คุณจำเป็นต้องเล่าอาการหรือความผิดปกติตั้งแต่แรกให้คุณหมอฟังอย่างละเอียดเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;2. ซื่อสัตย์ต่อตนเองและคุณหมอ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;ถึงคราวต้องยอมรับความจริงว่าคุณกำลังไม่สบาย ดังนั้นข้อมูลใดที่มีประโยชน์ต่อการรักษาก็ควรบอกให้หมดเพราะนั่นอาจเป็นตัวช่วยในการรักษาที่ถูกต้องและตรงจุดมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;3. คนในครอบครัว-เพื่อนรอบกาย ที่พึ่งยามยาก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;หาคุณต้องการที่ปรึกษา คุณสามารถพาคนในครอบครัวหรือเพื่อนเข้าไปช่วยฟังอีกแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;4. พกผลการตรวจไปด้วยเสมอ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;หากคุณมีผลตรวจจากห้องแล็ป ฟิล์มเอกซเรย์ CT Scan MRI ฯลฯ ที่เป็นประโยชน์ต่อการรักษาให้นำติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เพื่อคุณหมอจะวินิจฉัยได้ทันที จะได้ไม่ต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจซ้ำอีกครั้ง ในกรณีที่ต้องย้ายการรักษาไปโรงพยาบาลอื่น ก็ควรขอถ่ายสำเนาแฟ้มประวัติเก็บไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;5. ฝึกจำชื่อสามัญทางยา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;คนจำนวนมากไม่รู้จักชื่อสามัญทางยาที่ตนเองกิน ทำให้เกิดความสับสนการจ่ายยามาก ดังนั้นเพื่อสุขภาพของตนเองคุณควรจำชื่อสามัญทางยา ขนาดยาและความถี่ของยาที่กินอยู่ หรือพกซองยานั้นติดตัวไปด้วยทุกครั้ง และที่สำคัญอย่าลืมจดบันทึกยาที่แพ้และแจ้งหมอด้วยทุกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="color: magenta;"&gt;&lt;b&gt;6. จดทุกคำถามที่อยากรู้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;ระหว่างรอนัดพบแพทย์ ให้คุณจดทุกคำถามที่อยากรู้เกี่ยวกับโรคหรืออาการที่สงสัยในสมุดบันทึก เพื่อให้คุณหมอแนะนำและให้ความรู้ในการป้องกันและรักษาที่ถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;คำแนะนำเบื้องต้นเป็นการเตรียมพร้อมตนเอง จะช่วยให้ประหยัดเวลาของแพทย์และเสริมสุขภาพของตนเองได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว&lt;/b&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8872432546867242741-4123998928744888979?l=healthscoops.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthscoops.blogspot.com/feeds/4123998928744888979/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2009/12/blog-post_16.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/4123998928744888979'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/4123998928744888979'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2009/12/blog-post_16.html' title='การเตรียมตัวก่อนพบหมอ'/><author><name>Seven</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08126764626775942704</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/SynFd8sFC6I/AAAAAAAAABk/EILG8rxdHI0/s72-c/53345_35774.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8872432546867242741.post-2419779730686533551</id><published>2009-12-15T03:16:00.000-08:00</published><updated>2009-12-15T03:37:08.389-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพ'/><title type='text'>แพทย์ผิวหนังเตือน...ระวังกระแสคลั่งยาและเทคนิคปรับลีลาชีวิต</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/Syd0CXCFwbI/AAAAAAAAABA/GQcha_FNUv8/s1600-h/30045_images.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 323px; height: 240px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/Syd0CXCFwbI/AAAAAAAAABA/GQcha_FNUv8/s400/30045_images.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5415424660827652530" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;จากกระแสของวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่อยากมีผิวใสและ ไรริ้วรวยเหี่ยวย่น จนเกิดการทดลองผลิตภัณฑ์และเทคนิคต่างๆ ที่อาจเป็นอันตราย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมกาอาหารและยาแพทย์โรคผิวหนัง ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมมาธิการสาธารณสุขสภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าการมีผิวขาวจัดนั้นไม่เหมาะกับคนไทยที่อยู่ในภูมิอากาศที่มีแสงแดดจัดทั้งปี เนื่องจากเม็ดสีใต้ผิวหนังจะทำหน้าที่ป้องกันแสงแดดตามธรรมชาติ ทั้งนี้คนผิวขาวจะมีเม็ดสีขนาดเล็กทำให้ได้รับผลเสียจากแสงแดดมากกว่า &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(255, 102, 102);"&gt;ซึ่งผลเสียที่เกิดทันที ได้แก่ ผิวไหม้แดด ผิวคล้ำลงโรคเอสแอลอีที่มีอาการปวดข้อและมีผื่นแดงรูปปีกผีเสื้อที่แก้ม สิว เริม ฝ้า-กระเข้มขึ้น ผลเสียระยะยาวคือ ผิวเหี่ยวแก่ และมะเร็งผิวหนัง&lt;/span&gt; ดังนั้นสีผิวตามธรรมชาติผิวของคนไทยจึงสวยและเหมาะสมกับการดำรงชีวิต ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตนเองให้สวย-หล่อตามกระแส J-Pop หรือ K-Pop&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ นพ.ประวิตร ยังพบว่าปัจจุบันมีการใช้ยาและเทคนิคปรับลีลาชีวิตค่อนข้างมาก (lifestyle drugs) เช่น ยาปลูกผม ยาลดไขมัน ยาทำให้ผิวขาว ยาฉีดลบรอยย่น (สารพิษ โบทูลินัม) ซึ่งบางคนคลั่งอยากรับการฉีดสารพิษโบทูลินั่ม (Botulinophilia) เนื่องจากการเกิดความผิดปกติทางจิตใจที่เรียกว่า Body dysmorphic disorder โดยจะกังวลว่าตนเองมีความผิดปกติของผิวหนัง หรืออวัยวะไม่ได้สัดส่วน บางคนกังวลเรื่องผมบาง ขนดก รูขุมขนโต ผิวไม่ขาว หน้าเหี่ยวย่น ฯลฯ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ พบอาการซึมเศร้ารุนแรงบ่อยและมีแนวโ้น้มจะฆ่าตัวตายสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นแพทย์จึงต้องวินิจฉัยผู้ป่วยที่คลั่งการใช้ยาและเทคนิคลีลาชีวิตให้ได้เร็วที่สุด ห้ามให้การรักษาโดยพลการจ่ายยา ผ่าตัด หรือใช้เทคนิคการเสริมความงามอื่นๆ เพราะจะยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ผู้ป่วยมั่นใจว่าตนเองมีความผิดปกติทางรูปลักษณ์จริง และขาดโอกาสในการได้รับการเยียวยาทางจิตใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;พูดง่ายๆ ว่าทั้งแพทย์และคนรับการรักษาต้องร่วมมือกันอย่างแข็งขัน ปัญหาเหล่านี้จะได้ลดลงจากสังคมไทย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความ Health Today Thailand&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8872432546867242741-2419779730686533551?l=healthscoops.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthscoops.blogspot.com/feeds/2419779730686533551/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2009/12/blog-post_487.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/2419779730686533551'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/2419779730686533551'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2009/12/blog-post_487.html' title='แพทย์ผิวหนังเตือน...ระวังกระแสคลั่งยาและเทคนิคปรับลีลาชีวิต'/><author><name>Seven</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08126764626775942704</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/Syd0CXCFwbI/AAAAAAAAABA/GQcha_FNUv8/s72-c/30045_images.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8872432546867242741.post-218708553298810836</id><published>2009-12-15T02:46:00.000-08:00</published><updated>2009-12-16T08:55:07.866-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ออกกำลังกาย'/><title type='text'>เพิ่มความอึด ระหว่างออกกำลังกายด้วยมิวสิค</title><content type='html'>&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 388px; height: 264px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/SydrPsGMwCI/AAAAAAAAAA0/f90cifDy77A/s400/031307-headphones-main_Full.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5415414994215682082" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่ชอบใส่หูฟังขณะเดินหรือวิ่งออกกำลังกายตามฟิตเนส หรือสวนสาธารณะอาจะไม่ได้ประโยชน์ทำให้เพลินหรืออารมณ์อย่างเดียว เพราะล่าสุดมีงานวิจัยจากมหาลัย &lt;span style="color: rgb(153, 153, 0);"&gt;Brunel&lt;/span&gt; ที่ประเทศอังกฤษ พบว่าการฟังเพลงที่ชื่นชอบประเภทใดประเภทหนึ่งขณะออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ร่างกายทนทานต่อความเหนื่อยได้มากขึ้น &lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(204, 0, 0);"&gt;15%!&lt;/span&gt; ดังนั้นใครที่เริ่มออกกำลังกาย หรือคิดอยากเพิ่มความทนทานในการออกำลัง ลองนำวิธีนี้ไปใช้ดู&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8872432546867242741-218708553298810836?l=healthscoops.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthscoops.blogspot.com/feeds/218708553298810836/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2009/12/blog-post_15.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/218708553298810836'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/218708553298810836'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2009/12/blog-post_15.html' title='เพิ่มความอึด ระหว่างออกกำลังกายด้วยมิวสิค'/><author><name>Seven</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08126764626775942704</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/SydrPsGMwCI/AAAAAAAAAA0/f90cifDy77A/s72-c/031307-headphones-main_Full.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8872432546867242741.post-3595419494280056757</id><published>2009-12-14T02:37:00.000-08:00</published><updated>2009-12-16T08:54:54.573-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เลิกบุหรี่'/><title type='text'>อับเดทสถานการณ์สูบบุหรี่ในประเทศไทย</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/SyYe02cjkGI/AAAAAAAAAAk/Rd-B6QnpP-A/s1600-h/1-20050926220312.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 400px; height: 262px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/SyYe02cjkGI/AAAAAAAAAAk/Rd-B6QnpP-A/s400/1-20050926220312.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5415049495276916834" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;วันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปี องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็น "&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;วันงดบุหรี่โลก&lt;/span&gt;" เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มคนสูบบุหรี่ และคนที่กำลังเลิกสูบบุหรี่ เห็นผลเสียของการสูบบุหรี่พร้อมกับส่งเสริมให้เลิกพกซองบุหรี่คู่ไฟแช็กอย่างเด็ดขาด และเพื่อให้เห็นสถานการณ์สูบบุหรี่ในประเทศไทย มีการรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจจาก&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อควบคุมยาสูบ คณะสาธารณะสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล&lt;/span&gt; เพื่อกระตุ้นให้คนไทยห่างไกลบุหรี่ แต่เข้าใกล้ภาวะสุขภาพดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(255, 102, 0);"&gt;คนไทยสูบบุหรี่น้อยลง แ่ต่เยาวชนกลับอยากลองสูบบุหรี่มากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการรวบรวมและวิเคราะห์พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชากรไทยตั้งแต่ พ.ศ.2543-2549 พบว่าคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 11.7 ล้านคนในปี พ.ศ.2534 เหลือ 9.5 ล้านคนในปี พ.ศ.2549 เช่นเดียวกับเยาชนที่สูบบุหรี่เป็นประจำมีจำนวนลดลง แต่จำนวนเยาวชนที่สูบบุหรี่เป็นครั้งคราวกลับเพิ่มมากขึ้น เช่น กลุ่มอายุ 9-24 ปีในปี พ.ศ.2534 มีำจำนวน 166,296 เพิ่มขึ้นเป็น 237,533 คน ในปี พ.ศ.2549!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(255, 102, 0);"&gt;ควันบุหรี่มือสองภัยเงียบในบ้าน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการวิจัยเรื่องการได้รับควันบุหรี่มือสอง พบว่าคนที่สูบบุหรี่เคยสูบบุหรี่ในบ้านกับสมาชิกในครอบครัวมีร้อยละ 84.5 โดยเฉลี่ยครอบครัวจะมีสมาชิกอย่างน้อย 1 คนที่สูบบุหรี่มีประมาณ 7.36 ล้านครัวเรือน หมายความว่าเฉลี่ยจะมีสมาชิกในครอบครัวที่ได้รับควันบุหรี่อย่างน้อยประมาณ 2 คน โดยรวมแล้วมีประชากรได้รับควันบุหรี่มือสองถึง 15.89 ล้านคน และพบว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีได้รับควันบุหรี่มือสอง 5.61 ล้านคน! ทั้งนี้คนที่ได้รับควันบุหรี่มืองสองนี้มีโอกาศเสี่ยงเป็นโรคต่างๆ ได้เท่ากับหรืออาจจะมากกว่าคนสูบบุหรี่เสียอีก เช่น เป็นหวัดและติดเชื้อทางระบบทางเิดินหายใจง่าย โรคภูมิแพ้ หอบหืด ปอดอักเสบ ถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอด เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(255, 102, 0);"&gt;หญิงไทยห่วงสวยงามมากกว่าสุขภาพดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จาการสำรวจล่าสุดที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นหญิงไทย ปี พ.ศ.2551 พบว่ามีผู้หญิงสูบบุหรี่ประมาณ 5 แสนคน แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยกว่าผู้ชายที่มีกว่า 10 ล้านคน แต่เหตุผลของการสูบบุหรี่กลับเป็นเรื่องของความสวยงามว่าทำให้มีรูปร่างผอมเพรียว! แต่หารู้ไม่ว่าก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าผู้ชายโดยเฉพาะเรื่องของระบบสืบพันธุ์ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก ภาวะมีบุตรยาก การแท้งบุตร การทอ้งนอกมดลูก เป็นต้น และยังมีรายงานของ&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ&lt;/span&gt;ว่าจากการใ้้ห้คำปรึกษาเรื่องเลิกบุหรี่แก่นักศึกษาหญิงพบว่ามีความลังเลในการเลิกบุหรี่ และมีแนวโน้มเลิกบุหรี่ได้ยากกว่าผู้ชาย!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เป็นอย่างไรบ้างสำหรับสถานการณ์ล่าสุดของการสูบบุหรี่ในบ้านเรา... แม้ว่าจำนวนคนสูบบุหรี่จะลดลง แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขและช่วยกันรณรงค์ต่อไป เพราะเราเชื่อว่าในอนาคตคนไทยจะมีสุขภาพที่ดีกว่านี้เมื่อห่างไกลบุหรี่ ขอเอาใจช่วยให้เลิกบุหรี่กันได้อย่างไม่มีเงื่อนไข...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความจาก Helath Today&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8872432546867242741-3595419494280056757?l=healthscoops.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthscoops.blogspot.com/feeds/3595419494280056757/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2009/12/blog-post_693.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/3595419494280056757'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/3595419494280056757'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2009/12/blog-post_693.html' title='อับเดทสถานการณ์สูบบุหรี่ในประเทศไทย'/><author><name>Seven</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08126764626775942704</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/SyYe02cjkGI/AAAAAAAAAAk/Rd-B6QnpP-A/s72-c/1-20050926220312.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8872432546867242741.post-2286773529312726146</id><published>2009-12-14T02:06:00.000-08:00</published><updated>2009-12-14T02:19:25.704-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพ'/><title type='text'>การเดินห้างช้อปปิ้ง บำบัดภาวะซึมเศร้าให้ผู้สูงอายุ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/SyYRIcOt5pI/AAAAAAAAAAc/qcT9DQ3M5ug/s1600-h/ATP_Atrio_32Jantscher.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 218px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/SyYRIcOt5pI/AAAAAAAAAAc/qcT9DQ3M5ug/s320/ATP_Atrio_32Jantscher.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5415034438674146962" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;หลายคนอาจเบื่อบรรยากาศห้างสรรพสินค้าที่มีแต่คนเดินพลุกพล่านและส่งเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ แต่คุณรู้หรือไม่่ว่าสำหรับผู้สูงอายุบรรยากาศแบบนี้สร้างความครึกครื้น ช่วยต้านความเหงาได้อย่างดีเลยทีเดียว! &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยข้อมูลนี้มาจากงานวิจัยของ Jenneke Foottit จาก Dementia Research and Training Centre แห่ง Queensland University of Technology ประเทศออสเตรเลีย Jenneke ได้ทำการวิจัยถึงการรับรู้ของผู้สูงอายุเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดีด้วยการแจกแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างชาวควีนส์แลนด์ 263 คนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ผลปรากฎว่ากิจกรรมทางสังคม ที่ส่งผลบวกต่อภาวะจิตใจและอารมณ์ และยังพบอีกว่ากิจกรรมหนึ่งที่ต้านความเหงาและลดภาวะซึมเศร้าได้ดีคือ การไปเดินช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้า ซึ่งหญิงสูงอายุเหล่านี้จะไปเพื่อพบปะและพูดคุยกับคนอื่นๆ หรือเดินออกกำัลังกายเล็กๆ น้อยๆ แม้นว่าบางคนจะมีโรคประจำตัวหรืออาการเจ็บป่วยบ้าง แต่หากไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระและทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำก็ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;รู้แบบนี้แล้วลูกๆ หลานๆ ก็อย่ารอช้าที่จะชวนผู้สูงอายุในบ้านออกไปเที่ยว ช้อปปิ้งหรือกินข้าวนอกบ้านด้วยกันบ้าง เพื่อสุขภาพและใจที่ดี&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8872432546867242741-2286773529312726146?l=healthscoops.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthscoops.blogspot.com/feeds/2286773529312726146/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2009/12/blog-post_14.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/2286773529312726146'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/2286773529312726146'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2009/12/blog-post_14.html' title='การเดินห้างช้อปปิ้ง บำบัดภาวะซึมเศร้าให้ผู้สูงอายุ'/><author><name>Seven</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08126764626775942704</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/SyYRIcOt5pI/AAAAAAAAAAc/qcT9DQ3M5ug/s72-c/ATP_Atrio_32Jantscher.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8872432546867242741.post-2236308404038400877</id><published>2009-12-07T19:14:00.000-08:00</published><updated>2009-12-16T08:54:16.400-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขอนามัย'/><title type='text'>กลิ่นเหม็นใหม่จากผ้าม่านในห้องน้ำ อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/SyYIFfAkFNI/AAAAAAAAAAM/Y9q3OUCqLTE/s1600-h/H030011.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/SyYIFfAkFNI/AAAAAAAAAAM/Y9q3OUCqLTE/s320/H030011.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5415024492275832018" /&gt;&lt;/a&gt;ผ้าม่านในห้องน้ำมีประโยชน์ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำกระเซ็นหกเลอะพื้นก็จริง แต่คุณรู้หรือไม่ว่าผ้าม่านในห้องน้ำให้โทษและเป็นอันตรายต่อสุขภาพเช่นกัน โดยเฉพาะกิลิ่นเหม็นใหม่จากผ้าม่านที่ทำมาจากพีวีซี ซึ่งตอนนนี้ประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป หรือ EU ได้ประกาศเตือนประชาชนให้ระวังและหลีกเลี่ยง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มจาก Virginia-based Center for Health, Environment and Justice ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตรวจสอบอันตรายของกลิ่นเหม็นใหม่จากผ้าม่านในห้องน้ำกลุ่มตัวอย่างที่ผลิตจากโพลีไวนิลคลอไรด์ หรือพีวีซี และพบว่ากลิ่นฉุนจากผ้าม่านนั้นปล่อยสารเคมีอันตรายกว่า 100 ชนิดสู่อากาศได้นานถึง 28 วัน ทั้งนี้สารเคมีที่ตรวจพบและเป็นอันตรายแก่สุขภาพ ได้แก่ สาร phthalates (DEHP). toluene ethylbenzene หากสูดดมนานๆ อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ เวียนศรีษะ และอาจจะส่งผลทำให้หญิงตั้งครรภ์คลอดบุตรก่อนกำหนด เด็กในครรภ์มีความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ตับและไตทำงานผิดปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นเพื่อสุขภาพของคนในครอบครัว คุณควรเลือกซื้อผ้าม่านในห้องน้ำที่ทำจากพลาสติกที่ได้รับการรับรองว่าปลอดภัย หรือต้องนำมาแขวนในบริเวณที่อากาศถ่ายเทอย่างดีจนหมดกลิ่นแล้วจึงนำไปใช้ในห้องน้ำ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8872432546867242741-2236308404038400877?l=healthscoops.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://healthscoops.blogspot.com/feeds/2236308404038400877/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2009/12/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/2236308404038400877'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8872432546867242741/posts/default/2236308404038400877'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthscoops.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='กลิ่นเหม็นใหม่จากผ้าม่านในห้องน้ำ อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม'/><author><name>Seven</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08126764626775942704</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_qFIaeKkW280/SyYIFfAkFNI/AAAAAAAAAAM/Y9q3OUCqLTE/s72-c/H030011.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
